NEWS

หนังเก่า ยังเก๋าจริง

22 Feb 2021

เมื่อวันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา House Samyan ได้เปิดแอคเคาท์บนแอพลิเคชั่น Clubhouse เพื่อสร้างกลุ่มพูดคุย เพื่อให้เพื่อน ๆ นักดูหนังมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพยนตร์กัน


ประเดิมกันด้วยหัวข้อ หนังเก่า ยังเก๋าจริง / Classic films never (let us) die. โดยได้พูดถึงหนังคลาสสิค ที่ถูกนำกลับมาบูรณะ และนำกลับมาฉายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ว่าอะไรทำให้หนังเหล่านี้ “กลับมา” และอะไรทำให้ผู้ชม “รุ่นใหม่” สนใจ “ของเก่า” เหล่านั้น


โดยแขกรับเชิญที่มาร่วมสนทนาในครั้งนี้บอกเลยว่า “เก๋า” สำหรับวงการภาพยนตร์แน่นอน คนแรกได้แก่ “พี่ต้อย-ภาณุ อารี” Director of Acquisition จากสหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้คัดเลือกหนังต่างประเทศที่ทำให้เราชมมาแล้วนับเรื่องไม่ถ้วน คนที่สอง “พี่ลิ-ชลิดา เอื้อบำรุงจิต” ผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ องค์การมหาชน และ “พี่ก้อง-ก้อง ฤทธิ์ดี” รองผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ และคอลัมนิสท์ภาพยนตร์ ผู้อนุรักษ์หนังไทยให้พวกเรายังคงได้สัมผัสและเรียนรู้จากหนังไทยเก่า ๆ ที่หาชมที่ไหนไม่ได้แล้ว


ถัดมายังมี “พี่จ๋อง-พงศ์นรินทร์ อุลิศ” และ “พี่จ้อย-พรชัย วิริยะประภานนท์ หรือเป็นที่รู้จักในนาม - นรา” ผู้บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งโรงภาพยนตร์ House พื้นที่สำหรับ “หนังทางเลือก” ให้ได้มาเฉิดฉายบนจอภาพยนตร์ สมทบด้วย “พี่ธี-ธีปนันท์ เพ็ชร์ศรี" Creative Director และ “พี่เสกข์-เสกข์ ศกุนะสิงห์” ผู้จัดการของโรงภาพยนตร์ House 


คำว่า Classic films คืออะไร?

ชลิดา : ถ้าเป็นสมัยก่อน ถ้าเราพูดถึงหนังคลาสสิค เราจะนึกถึงหนังที่อยู่ในหนังสือของอาจารย์แดง (กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน) ซึ่งนิยามของมันจริง ๆ ก็ค่อนข้างกว้างนะ เพราะหนังคลาสสิคของเราก็อาจจะเป็นหนังปี 1980 แต่ของรุ่นน้องหลาย ๆ คน ก็อาจจะเป็นหนังช่วงปี 2000 ไปแล้ว


ก้อง : ความหมายของคำว่าคลาสสิคในแต่ละยุคมันก็น่าจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ แต่เบื้องต้นมันน่าจะมาจากตำราของฝรั่งมากกว่าที่เชิดชูหนังในยุค 40-50-60-70 อย่าง Citizen Kane, Godfather, Vertigo อะไรแบบนั้น พอมาถึงฝั่งเอเชียก็คงต้องยอมรับว่าตำราภาพยนตร์เราก็รับมาจากฝั่งตะวันตก ยกตัวอย่าง In the Mood for Love อายุแค่ 20 ปี ที่ทุกวันนี้เราก็ยกเป็นคลาสสิคแล้วเหมือนกัน

“ดังนั้นคำนิยามของคนรุ่นผม กับเด็กรุ่นใหม่มันก็อาจจะต่างกัน

และมันก็คงจะต้องเปลี่ยนและขยับไปเรื่อย ๆ”


ทำไมในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หนังเก่า หรือหนังคลาสสิค ทั้งไทยและต่างประเทศถึงได้รับความนิยม และมีการเอากลับมาพูดถึง เอากลับมาฉาย หรือทำการ บูรณะ (รีมาสเตอร์) เยอะมาก?

ชลิดา : การบูรณะหนังมันเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว พวกดิจิทัลแล็ปเขามองเห็นช่องทางการตลาดใหม่ รวมไปถึงเทรนด์การ Digitization  มันเกิดขึ้นมาพอดี เลยมีการประสานกับฟิล์มอาร์ไคฟ์ (หอภาพยนตร์ประเทศต่างๆ) เพื่อขอเอาฟิล์มมาสแกน แล้วมันก็ประสบความสำเร็จ เพราะประจวบเหมาะพอดีกับช่วงนี้ที่หนังใหม่กำลังซบเซา การเอาหนังเก่าที่เคยดู คนเคยชอบมาทำให้ภาพมันชัดขึ้น ดีขึ้น ได้ดูในโรง มันก็เลยบูมขึ้นมา

ภาณุ : หลัง ๆ หนังคลาสสิคมันกลายเป็นสินค้าใหม่ คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจ แม้กระทั่งเทศกาลต่าง ๆ ก็มีสายหนังคลาสสิคเกิดขึ้น หลายบริษัทเริ่มที่จะได้สิทธิ์ของหนังคลาสสิคต่าง ๆ กลับมาฉาย หรือเอากลับมาบูรณะ หนังหว่องกาไว ก็เป็นหนึ่งในนั้น การบูรณะ In the Mood for Love ในวาระฉลองครบรอบ 20 ปี หว่องกาไวจึงอยากจะนำหนังขอตัวเองเข้าไปในเทศกาลหนังเมืองคานส์สายหนังคลาสสิค (ซึ่งโชคไม่ดีที่มีสถานการณ์โควิท-19 จึงทำให้ไม่ได้ฉายในเทศกาลได้อย่างปกติ) กลายเป็นว่าทางสหมงคลฟิล์ม ที่ได้รับสิทธิ์มา ทำให้ไทยเป็นประเทศแรก ๆ ในโลกที่ได้ดูหนังเวอร์ชั่นบูรณะใหม่นี้ในโรงภาพยนตร์ 


“สิ่งนี้ทำให้เห็นว่า หนังคลาสสิกเหล่านี้กำลังปลุกกระแสการดูหนังในโรงให้กลับมาอีกครั้ง

ทั้ง ๆ ที่ถูกท้าทายโดยสตรีมมิ่ง” 


ก้อง :  ในมุมของโปรแกรม “ทึ่งหนังโลก” ของหอภาพยนตร์ คนรุ่นเก่าที่เขาไปดูเพราะว่าเขาเคยดู แล้วยิ่งนำไปฉายที่สกาล่า คนรุ่นใหม่ก็ได้ไปดูเพราะเพิ่งเคยดู ได้ค้นพบความรู้สึกใหม่ ๆ ในยุคที่หนังบล็อกบัสเตอร์มันมีอิทธิพลมาก ก็ย่อมมีคนที่ต้องการต่อต้านอะไรพวกนี้แล้วหันไปมองหาหนังอินดี้ หนังคลาสสิกแทน ตลาดมันก็เลยบูม


ชลิดา : เสริมอีกนิด สมัยก่อนปริ้นท์ฟิล์มมันมีน้อย หายาก แพง หอภาพยนตร์แต่ละที่ที่มีปริ้นท์เก็บอยู่ เขาก็เลยหวง จะฉายแต่ละทีก็ต้องมีเงื่อนไขนู้นนี่ แต่พอสมัยนี้มันมี DCP โอกาสในการจะฉายหนังเหล่านี้เลยเยอะขึ้นเพราะมันง่ายในการที่จะฉายแต่ใช้ต้นทุนน้อยกว่า มันเลยทำให้เราเห็นหนังคลาสสิคในฉบับดิจิตอลกันอย่างแพร่หลาย แล้วการขนส่ง เมื่อสมัยเป็นฟิล์ม เวลาจะเอาไปฉาย มันก็จะเสื่อมลงเรื่อย ๆ แต่เดี๋ยวนี้มันมีวิธีส่งไฟล์หลากหลายวิธีมาก มันเลยทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น


เมื่อพูดถึงโรงหนัง ตั้งแต่ House RCA ย้ายมาเป็น House สามย่าน ก็ได้มีการจัดโปรแกรม House Classics ขึ้นมา ไอเดียนี้เกิดขึ้นได้ยังไง แล้วจัดขึ้นมาเพื่ออะไร? 

ธีปนันท์ : เราอยากฉายหนังคลาสสิคมานานแล้ว สมัย House RCA เราเองอยากเป็น Cinematheque ซึ่งการที่จะฉายหนังคลาสสิคแบบนั้น เราต้องเอาฟิล์มมาจากหอภาพยนตร์ หรือสถานทูต เวลาที่เราจะฉายเราก็ต้องรบกวนให้พี่ต้อย ช่วยสอบถามราคาของสิทธิ์ในการฉายให้ ก็พบว่าแต่ละครั้งที่จะฉายค่าใช้จ่ายสูงมาก ถึงแม้ว่าเราจะขายตั๋วเต็มทุกที่นั่ง เราเองก็ยังขาดทุนอยู่ (ฮ่าๆ) แถมเราเองก็ไม่สามารถมั่นใจได้เลยว่า คนดูจะอยากดูหนังเก่าแบบที่เราอยากดูหรือเปล่า เนื่องจากเอเย่นต์ของหนังต่างประเทศเขาจะคิดค่าเช่าเป็นเหมาจ่าย การที่มีที่นั่งต่อโรงน้อยมันก็ทำให้เรามีโอกาสขาดทุนมากขึ้น แต่พอเราย้ายมาอยู่ที่สามย่าน แล้วที่นั่งต่อโรงเราเยอะขึ้น มันเลยทำให้เรากล้าที่จะลงทุนมากขึ้น


พงศ์นรินทร์ : ถ้าพูดในมุมของผมเอง ผมต้องบอกว่าหนังสมัยก่อนมันไม่ได้หาดูได้ง่าย ๆ เท่าตอนนี้ 


“หนังดี ๆ เจ๋ง ๆ มันอยู่แค่ในหนังสือสำหรับเรา กว่าจะถึงวันที่ได้ดูก็เลยวันที่อยากดูมาแล้ว

เช่น ตอนอายุ 15 อยากดูหนังเรื่องนี้ แต่กว่าจะได้ดูก็ 30 เข้าไปแล้ว”


นรา : ผมกลับไม่ได้คิดในมุมของโรงหนังเลย แต่ผมมองในมุมของคนดู ก็คือดีใจนะที่ได้ฉายโปรแกรมคลาสสิค เพราะมันได้รื้อฟื้นความหลัง กับหนังบางเรื่องที่เราเคยชอบ แต่เราได้ดูมันในสภาพที่ไม่สมประกอบ อย่างบางเรื่องเราได้ดูจาก VDO หรือบางเรื่องเราก็ได้ดูบนจอใหญ่ก็จริง แต่ไม่มีคำบรรยายไทยเลย หรือเป็นคำบรรยายภาษาอังกฤษ หรือไม่มีคำบรรยายเลยก็มี มันเลยทำให้เป็นปมด้อยอย่างหนึ่งเลย เพราะเราดูไม่รู้เรื่อง การที่นำกลับมาฉายใหม่แบบที่มีคำบรรยายไทยแบบนี้ก็เหมือนได้เติมเต็มอะไรบางอย่าง และมันน่าตื่นเต้นสำหรับผมมาก อยากให้ฉายเดือนละสิบเรื่องเลยด้วยซ้ำ (ฮ่าๆ)


อะไรคือเหตุผลที่เลือกหนังคลาสสิคสักเรื่องมาฉาย?

ชลิดา : ตอนที่เราจัดแรก ๆ เรามักจะเลือกหนังที่เราชอบมาก่อน แล้วเคยดูในสภาพที่ไม่ค่อยสมประกอบ พอมันมีโอกาสได้เอามันกลับมาฉายใหม่ ในสภาพที่ดีขึ้นคนจะยิ่งประทับใจในหนังเรื่องนั้น ๆ มากขึ้น แต่พักหลังมาเหตุผลก็คือ


“เราอยากจะเติมเต็มช่องว่างของหนังที่มันไม่ค่อยป๊อปสักเท่าไหร่ แต่เรารู้ว่ามันดีแน่ ๆ เราก็อยากให้มันได้มีโอกาสได้ฉายอีกครั้ง"


ภาณุ : ทางฝั่ง House ก็มีการคุยกับคุณจ๋อง พี่จ้อย และธี เหมือนกันว่า เราอยากจะดูหนังเรื่องไหนเป็นพิเศษ แต่เราก็คงไม่สามารถเอามาฉายได้ทั้งหมด เลยต้องคัดออกมาว่าเรื่องไหนที่พอจะมีความเป็นไปได้มากที่สุด และก็ต้องยอมรับว่าหนังคลาสสิคบางเรื่อง ถ้าหนังไม่ได้ถูกบูรณะเป็นดิจิตอล คุณภาพของมันเวลาฉายบนจอใหญ่ก็คงไม่โอเคสำหรับคนดูสักเท่าไหร่ เราเลยต้องคัดออกมาว่า มีเรื่องไหนที่มีคุณภาพพอที่จะเอามาฉายบนจอใหญ่ได้


คิดว่าทำไมคนรุ่นใหม่ถึงสนใจหนังคลาสสิคมากขึ้น

เสกข์ : ถ้าที่สังเกตจากลูกค้าที่มาดู ยกตัวอย่าง Tokyo Story ทีแรกคิดว่าจะเป็นคนรุ่นเก๋าที่จะกลับมาดูมากกว่า แต่เอาเข้าจริงแล้ว เราพบว่าเป็นเด็กรุ่นใหม่มาดูเยอะมากกว่าผู้ใหญ่อีก พอเราเข้าไปถามเขาก็บอกว่า มีภาพยนตร์ในคลาสเรียนหลายเรื่องที่หาดูได้ยาก เรื่องนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น พอมีโอกาสได้ดูในโรงภาพยนตร์ก็เลยมาดูกัน 


ในอนาคตทาง House Classics จะมีโอกาสได้ร่วมมือกับ ทึ่งหนังโลกของทางหอภาพยนตร์ไหม

ชลิดา : จริง ๆ เราก็ร่วมมือกันอยู่ตลอดเมื่อมีโอกาส แต่ก็ต้องเล่าให้ฟังก่อนว่า การจะนำหนังไปฉายที่อื่นนอกจากที่หอฯ เองก็ต้องผ่านการยินยอมจากเจ้าของหนังก่อน ถึงแม้ว่าตัวภาพยนตร์จะอยู่ที่หอภาพยนตร์เองก็ตาม ถ้าเราเคลียร์เรื่องสิทธิ์ในการฉายต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว เราเองก็จะพยายามสนับสนุน และช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เพราะตอนนี้มันก็เริ่มมีตลาดหนังคลาสสิคเกิดขึ้นมาแล้ว ทางหอฯ เองก็กำลังมีโปรเจ็คที่นำหนังกลับมาบูรณะเอง มันอาจจะไม่คลาสสิคมากขนาดนั้น ก็คือเรื่อง “ชู้” (เปี๊ยก โปสเตอร์, 2515) ซึ่งก็ต้องใช้ระยะเวลาประมาณหนึ่งเนื่องจากของที่มาที่เราสภาพค่อนข้างยับเยินพอสมควร


สำหรับโปรแกรม House Classics ก็ได้จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 2 แล้ว ปีนี้จะมีภาพยนตร์แบบไหนบ้าง หรือเรื่องไหนบ้าง?

ภาณุ : ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด (ซึ่งไม่น่ามีอะไรผิดพลาด) หลังจากที่เราได้ดู หว่องกาไว มาเป็นเซ็ตแล้วทำให้เรานึกถึงบรรยากาศของความเป็นเอเชีย ซึ่งเราจะได้ดูหนังของผู้กำกับฮ่องกงอีกคนหนึ่ง ก็คือ “ปีเตอร์ ชาน” กับ Comrades: Almost a Love Story หรือ เถียนมีมี่ และก็จะมี Trainspotting ภาคแรก และที่บอกได้อีกเรื่องก็คือหนังที่ทำให้ “ริเวอร์ ฟีนิกซ์” โด่งดังขึ้นมาคู่กับ “คีอานู รีฟส์” ก็คือ My Own Private Idaho และอีกเรื่องหนึ่งที่ฮือฮาตอนที่ฉายเป็นครั้งแรกว่าผ่านเซ็นเซอร์มาได้ยังไง ก็คือเรื่อง Basic Instinct รวมไปถึงยังมีจากฝั่ง Documentary Club อย่าง The Crying Game ที่จะเริ่มฉายวันที่ 25 กุมภาพันธ์นี้แล้ว


เป็นไปได้ไหม? ที่จะมีฉายหนังคลาสสิคมากกว่า 1 เรื่องต่อเดือน

ทีม House : จัดแล้วต้องมาดูด้วยน้า


ก็เป็นที่รู้กันแล้วว่าเราจะได้มีหนังคลาสสิคที่น่าสนใจมาก ๆ กลับมาฉายทั้งที่ House สามย่าน และหอภาพยนตร์ อย่างแน่นอน ยังไงต้องรอติดตามโปรแกรมฉายของทั้งสองที่ได้ที่เพจของ House Samyan และ หอภาพยนตร์ และรอติดตาม Session Clubhouse ใหม่ ๆ ได้ที่แอคเคาท์ @housesamyan อย่าลืมกดฟอล แล้วรอฟังกันนะ!